ชีวิตวัยทำงาน
หลังจากที่เรียนจบ ผมก็ได้สมัครทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการร้านฝึกหัดพิซซ่า ฮัท ในปี 2526 ตรงถนนสุรวงศ์การทำงานที่นี่ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องราวของการดำเนินธุรกิจเป็น
ครั้งแรกและถือเป็นบทเรียนล้ำค่าที่ผมนำมาใช้ในชีวิตการเป็นผู้บริหารอยู่บ่อย ๆ หลังเข้า
ทำงานไปไม่นานผมก็ตัดสินใจสอบเข้าเรียนต่อที่คณะบริหารธูรกิจของนิด้า ในที่สุดผมก็ต้อง
หยุดชีวิตการทำงานกับร้านพิซซ่า ฮัท หลังจากยังไม่ทันครบปีเลยด้วยซ้ำ ที่นิด้านี่เองที่สอน
ให้ผมรู้จักคิดและคิดว่าควรจะพัฒนาตัวเองจนอยู่ในจุดที่กล้าพอที่จะโดด
ลงสนามการแข่งขัน ไม่ว่าสนามนั้นจะดุเดือดเพียงใด ยังไม่ทันจบปริญญาโทจากนิด้า
ในปี 2528 ผมก็ได้ทำงานในบริษัทลินตาส ตำแหน่ง Management Trainee ซึ่งเป็นบริษัท
โฆษณาที่ผมเองก็ เริ่มสนใจธุรกิจประเภทนี้เป็นพิเศษอยู่แล้วหน้าที่ของเราก็คือ นำงานที่
คิด ขึ้นมาไปขายให้กับลูกค้าที่ใช้บริการ ผมทำงานที่นี่ จนถึงปี 2530 จากนั้นก็ ย้ายมาบุกเบิก
ธุรกิจบริษัทโฆษณา ดามาสค์ร่วมกับคุณ วินิจ สุรพงษ์ชัยช่วงนี้ผมเรียนจบปริญญาโทพอดี และ
เห็นแล้วว่าตัวเองมีความพร้อมในทุกด้าน ในที่สุดจึงตัดสินใจแต่งงานกับคุณ ปอย "ปฏิมา"
ธุรกิจโฆษณาช่วยปูพื้นฐานความรู้ในเรื่องต่าง ๆให้ผมไปปรับใช้กับธุรกิจอื่น ๆ อีกมากมาย
แต่ดูเหมือนว่ายิ่งนานวันไป มันเผาผลาญเวลาส่วนตัวของเราไปจนหมดสิ้น ประกอบกับ
มุมมองของผมที่เห็นว่า งานโฆษณายังเป็นแค่เพียงพาร์ทเดียวในวิชาบริหารธุรกิจที่
ผมร่ำเรียนมา ถึงเวลาที่ผมจะต้องเป็นนักการตลาดตามที่เคยฝันไว้เสียทีด้วยเหตุนี้ผมจึง
ตัดสินใจสมัครทำงานที่บริษัท เป๊ปซี่ ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด เพื่อดูแลตลาดน้ำสี
ซึ่งเป็นช่วงช่วงที่บริษัทกำลังอยากได้ตัวผู้บริหารที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดใหม่ๆ พอดี
เมื่อเวลาผ่านไปผมก็ได้นั่งควบดูแลสินค้ากลุ่มน้ำอัดลมทั้งหมดจนในที่สุดก็ถูกโปรโมทมา
เป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการขายประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด และก็ทำให้ผมต้องพบกับความท้าทายอีกครั้ง ด้วยการเป็นผู้บุกเบิกการตลาดสแน็ก
ครั้งแรกภายใต้ชื่อว่า ฟริโต-เลย์ของบริษัทเป๊ปซี่ในตำแหน่งผู้บริหาร ทั้ง ๆ ที่ผมอายุยังไม่ถึงสามสิบโชคดีที่ผมเป็นคนชอบท้าทายการแข่งขันและกระหายที่จะเรียนรู้สิ่ง
ใหม่ ๆ แต่ถ้าหากเรามความมุ่งมั่นแล้วก็ไม่น่าจะยากเกินความสามารถ การที่จะบุกเบิกตลาดแสน็กในช่วงปี 2537 ถือว่าเป็นเรื่องยากเพราะในช่วง นั้น ถือว่าตลาดเล็กมากและคนไทยยังไม่ค่อยนิยมกันมากนัก ถึงแม้บริษัทเรามีงบประมาณไม่ถึงสามสิบล้านบาท แต่เพียงปีแรกยอดขายของฟริโต-เลย์
สูงถึง 330 ล้าน บาท จากนั้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆเป็นพันล้าน พันห้าร้อยล้าน และเพิ่มเป็นกว่าสองพันล้านภายในช่วง 6 ปี ที่ผมนั่งบริหารงานอยู่ที่นั่น และประมาณ
กลางปี 2543 ก็ได้ทำให้ชีวิตผมผกผันอีก ครั้ง เมื่อผมได้ตกปากรับคำกับ
คุณ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ดำรงตำแหน่งซีอีโอในแกรมมี่ เพราะผมเห็นว่าบริษัทแกรมมี่เป็น
ของคนไทย และเป็นบริษัทที่อยในตลาดหลักทรัพย์ แถมยังเป็นบริษัทที่วิ่งไปกับยุคสมัยอยู่
ตลอดเวลา และยังมีแบบฉบับการทำงานเฉพาะตัวไม่ซ้ำแบบกับที่ผมเคยผ่านมา ถือว่าเป็นธุรกิจที่มีอนาคต ผมได้ใช้ทักษะในเชิงการตลาดซึ่งเป็นจุดแข็งในตัวผมมาใช้บริหารการจัดการที่นี่ แนวทางแรกที่ผมจะทำให้ยอดขายของแกรมมี่สูงขึ้นได้ ผมตัดสินใจเดินหน้าประสานงานกับภาครัฐในเรื่องทรัพยสินทางปัญญาและใช้กลไกทางการ
ตลาดเข้าช่วย ยอดขายก็ถีบตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
ในที่สุดผมก็ลาออกจากแกรมมี่ในวันที่ 15 ตุลาคม 2545 และจะไปเริ่มงานกับทีเอ ออเร้นจ์ ในวันที่ 1 พฤษจิกายน 2545 เหตุผลส่วนตัวก็คือ ธุรกิจโทรศัพท์มือถือใหญ่กว่าทุก ๆ ธุรกิจเป็นธรรมชาติของคนทำงานที่ย่อมอยากทำอะไรที่ท้าทายกว่าเดิม และช่วงนั้นเป็นช่วงที่ลูกชายคนเดียวของผม "น้องพี" ด.ช.อนรรฆเพิ่งเข้าโรงเรียนประจำที่อังกฤษ ผมต้องช่วยเขาให้ปรับตัว ผมตกลงใจกับตัวเองแล้วว่า ที่นี่จะเป็นที่ทำงานแห่งสุดท้ายของตัวผม ผมได้เข้ามาเป็นโคซีอีโอร่วมกับ คุณ ศุภชัย เจียรวนนท์ ์ตลอดระยะเลาทำงานที่นี่มีคนวิพากษ์วิจารณ์ผมว่าไม่ค่อยมีผลงานอะไร ซึ่งผมมองว่าไม่ค่อยจะยุติธรรมนัก ที่นี่ผมได้รับประสบการณ์การบริหารงานแบบลูกครึ่ง คือเป็นทั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างเทเลคอมเอเชีย ฯ กับออเร้นจ์ ซึ่งเป็นบริษั ทข้ามชาติ มาช่วงเวลานี้ผมได้รู้แล้วว่าความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่หมายความว่า มีหน้าที่การงานที่ดีมีเงินเดือนสูง ๆ การมีมีบทบาทได้เข้า ไปมีส่วนร่วมในการยกระดับชีวิตของผู้คน จึงจะถือว่านั่นคือ ความสำเร็จและเป็นการเสริมสร้างความสุขให้กับตัวเองที่แท้จริง ดังนั้นเมื่อคุณ อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ทาบทามผมให้ลงสมัครเป็นผู้ว่า ฯ กทม. ประกอบกับผมเป็นคนที่สนใจการเมืองมาตั้งแต่เด็ก มีความใฝ่ฝันเป็นแรงบันดาลใจที่อยากทำงานการเมืองตั้งแต่แรก ผมได้ ้ไตร่ตรองแล้วว่าคงถึงเวลาแล้วที่ผมคงจะต้องเดินตามฝันของผมเสียที ผมจึงตัดสินใจในช่วงปลายปี 2546 ที่จะลงสมัครเป็นผู้ว่า ฯ กทม.ในนามของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคที่ผมชื่นชอบและผูกพันมานานแล้ว ผมเชื่อว่าตัวเองมีประสบการณ์ที่เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่นี้แล้ว ผมมีโอกาสเรียนรู้ประสบ การณ์ในการเป็นผู้บริหารยาวนานถึง 20 ปีเต็ม ในกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมดของมนุษย์ ไม่มีการเรียนรู้ใดที่จะดีไปกว่าการมีโอกาสได้ลงมือทำด้วยมือทั้งสองของตัวเราเอง ผมเคยเป็นเพียงอณูเล็ก ๆ ในภาคธุรกิจ จากนั้นก็ค่อย ๆเติบใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารของธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตามความสำเร็จในชีวิตของคนเราไม่ได้วัดกันที่หน้าที่การงานหรือเงินทอง แต่วัดจากว่าสิ่งเหล่านั้นสามารถสร้างความสุขให้กับตัวเรา สร้างความสุขให้ครอบครัว หรือเป็นประโยชน์กับสังคมได้มากน้อยเพียงใด
|